MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน" "อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน"

อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

รถไฟเร็วสุดในโลกของจีนเปิดบริการแล้ว อู่ฮั่น-กวางเจา กว่า 1,000 กม.ใช้เวลา 3 ชม.

China - Manager Online
รถไฟเร็วสุดในโลกของจีนเปิดบริการแล้ว อู่ฮั่น-กวางเจา กว่า 1,000 กม.ใช้เวลา 3 ชม.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
27 ธันวาคม 2552 01:08 น.


คนงานจีนกำลังตรวจ สอบความเรียบร้อยครั้งสุดท้ายภายในสถานีรถไฟแห่งใหม่ของอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย แห่งภาคกลางจีน ก่อนประเดิมเที่ยวรถไฟที่ปฏิบัติการด้วยอัตราเร็วสุดในโลกในวันเสาร์(26 ธ.ค.)-เอเอฟพี

เอเจนซี - บริการรถไฟที่เร็วที่สุดในโลกของจีนออกวิ่งอย่างเป็นทางการแล้ว เชื่อมการเดินทางระหว่างกวางเจา และอู่ฮั่น ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางระหว่างสองเมืองยักษ์ใหญ่นี้ ด้วยความเร็วน้องๆ เครื่องบิน คือ 341 กม./ชม.


รถไฟ ความเร็วสูงระดับซูเปอร์นี้ ทำให้การเดินทางระยะยาว 1,069 กม. ใช้เวลาเพียง 188 นาที หรือราว 3 ชั่วโมงเศษเท่านั้น เทียบการเดินทางโดยทางรถไฟก่อนหน้าที่ต้องใช้เวลา 630 นาที หรือ 10 ชั่วโมงครึ่ง นอกจากนี้ ปฏิบัติการรถไฟความเร็วสูงสายนี้ สามารถปรับปฏิบัติการในอัตราเร็วสูงสุดถึง 394.2 กม./ชม. จากการเปิดเผยของจาง สูกวง ผู้อำนวยการสำนักงานการขนส่ง สังกัดกระทรวงการรถไฟ

ทั้ง นี้ จีนได้เริ่มก่อสร้างเส้นทางรถไฟสำหรับม้าเหล็กจ้าวความเร็วทุบสถิติโลกสาย นี้ ตั้งแต่ปี 2548 โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ที่มีเป้าหมายค่อยๆเชื่อมการเดินทางระหว่างเหล่าเมืองยักษ์ใหญ่ของพญามังกร ได้แก่ กว่างโจว หรือกวางเจา ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภาคใต้ติดกับฮ่องกง กับกรุงปักกิ่ง


รถไฟ ความเร็วสูงนี้ ถูกนำออกทดลองวิ่งเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และได้เปิดบริการอย่างเป็นทางการโดยมีตารางเดินรถเที่ยวแรกที่ออกจากสถานี รถไฟอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยในวานนี้ (26 ธ.ค.)



รถไฟความเร็วสูง พัฒนาในจีน-เอเอฟพี

สี่ว์ ฟางเลี่ยง วิศวกรผู้รับผิดชอบการออกแบบเส้นเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟกล่าวว่า เส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้ ได้แซงหน้าแชมป์รถไฟความเร็วสูงอย่างญี่ปุ่น ซึ่งปฏิบัติการด้วยความเร็ว 243 กม./ชม. และของของฝรั่งเศส ที่วิ่งด้วยความเร็ว 277 กม./ชม.

“ความ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเครือข่ายเส้นทางรถไฟของประเทศจีน มิได้มีเพียงความเร็วของปฏิบัติการเท่านั้น ยังรวมถึงความก้าวหน้าในด้านอื่นๆ ได้แก่ การก่อสร้างรางรถไฟ การจัดการและจัดตารางเดินรถ ตลอดจนเทคโนโลยีการควบคุมจัดการอื่นๆ “ สี่ว์ ฟางเลี่ยง กล่าว


เจ้าหน้าที่การรถไฟจีนเผยในเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า พวกเขามีแผนสร้างรางสำหรับรถไฟความเร็วสูงอีก 42 สาย ภายในปี 2555

ทั้ง นี้ พญามังกรได้ตั้งเป้าโครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟ โดยมีแผนขยายเครือข่ายรางรถไฟปัจจุบัน ที่มีความยาวทั้งสิ้น 86,000 กม. เป็น 120,000 กม. ซึ่งจะกลายเป็นระบบรถไฟที่ยาวที่สุด นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา


สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางรถไฟจีนนั้น เป็นการพัฒนาร่วมระหว่างกลุ่มบริษัทต่างชาติ อาทิ Siemens แห่งเยอรมนี, Bombardier แห่งแคนาดา และ Alstom แห่งฝรั่งเศส

รายงานข่าวซินหัว คุยว่ารถไฟซูเปอร์ความเร็วสูงที่เปิดให้บริการไปนี้ เป็นประจักษ์พยานแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในการก่อสร้างทางรถไฟ ทั้งยังเป็นประจักษ์พยานความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจและการฟื้นพลังความเร็วของ จีน.

คลิกอ่าน: จีนกำลังหดเล็กลง


http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000158808

มาตรการแก้โลกร้อน กู้ภัยคนทั้งโลก

Weekly - Manager Online
มาตรการแก้โลกร้อน กู้ภัยคนทั้งโลก

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
18 ธันวาคม 2552 13:16 น.











พิธีเปิดการประชุมสุด ยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ ศูนย์ประชุมเบลลา เซ็นเตอร์ ในกรุงโคเปนเฮเกน โดยมีบรรดาผู้แทนจาก 192 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น




กระแสข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมระดับโลก ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ค ในช่วง 12 วัน ที่เพิ่งผ่านไปนี้ น่าจะมีส่วนกระตุ้นความตื่นตัวต่อปัญหา "ภาวะโลกร้อน" (Global Warning)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ก็เพื่อตกลงร่วมกับของตัวแทนระดับผู้บริหารของ 192 ประเทศ ตามชื่อเรียกที่เป็นทางการครั้งนี้ ว่าการประชุมภาคีสมาชิกกรอบอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ (Climate Change)ในนามของสหประชาชาติ หรือ UNFCCC

เพื่อเป็นมาตรการลดภาวะโลกร้อนฉบับใหม่แทนพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal)ที่จะหมดอายุลงในอีก 3 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2555)

ทั้งนี้ พิธีสารเกียวโตซึ่งเป็นผลตามมาหลังจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวด ล้อม (Earth Sumit)เมื่อปี พ.ศ. 2535 และถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจนให้ประเทศร่ำรวย ที่พัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ภายใน พ.ศ.2551-2555

แต่กฎกติกานั้นก็บังคับได้เฉพาะกับประเทศเล็กๆ เพราะยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี จอร์จ บุช ก็ยังไม่ยอมลงนามให้สัตยาบันเพื่อยอมรับกติกาโลกดังกล่าว

นั่นเป็นตัวอย่างของผู้นำรัฐบาลที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรม แม้มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมก็ตาม

แต่เพราะความจริงที่ประจักษ์ว่า อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้น แม้มีการเน้นที่ปัญหา "ภาวะโลกร้อน" ทั้งๆ ที่เป็นเพียงส่วนเดียวของปัญหาวิกฤตทางธรรมชาติของสภาพภูมิอากาศที่กำลัง เปลี่ยนแปลง ซึ่งยังมีภัยต่อมนุษยชาติอีกมากมาย เช่น กระแสลม กระแสคลื่นในมหาสมุทร การเกิดพายุ การกระจายของโลกระบาด การก่อตัวและการละลายของหิมะบนยอดเขาและขั้วโลก ไฟป่า น้ำท่วมและภัยแล้ง

ความวิปริตของธรรมชาติที่สร้างความเดือดร้อน และภัยภิบัติในยุคนี้ล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เรียกให้ชัดก็คือ วิกฤตจาก "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" จึงนำมาเป็นชื่อเรียกการประชุมสุดยอดครั้งนี้

สาเหตุสำคัญก็คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะไปเป็นบรรยากาศห่อหุ้มโลกให้เสมือนอยู่ในเรือนกระจกที่ความร้อนระเหย ไม่ออก แล้วเป็นเหตุให้เกิดความผันผวนของสภาพภูมิอากาศดังกล่าว

กระแสข่าวการประชุมระดับโลกเรื่องนี้เป็นจังหวะใกล้เคียงที่ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ออกหนังสือเล่มใหม่ ชื่อว่า Our Choice : A Plan to Solve the Climate Crisis

หนังสือเล่มนี้ กอร์ได้ระดมความรู้ความคิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จนได้ความรู้และความคิดเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน พลังงานลม เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานนิวเคลียร์ การใช้ป่าดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จนได้เป็นหนังสือที่อัดแน่นด้วยข้อมูลและเหตุผลที่น่าเชื่อถือ มีความเป็นวิชาการสูง

เรียกว่า อัล กอร์ เสนอทางเลือกเพื่อกู้ภัยพิบัติของโลกทีเดียวแหละ

เมื่อมาประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ประชุมสุดยอดเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ที่โคเปนเฮเกน ที่จบไปหมาดๆ จุดหมายสำคัญของการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั้น จะเห็นได้ว่ามีการชุมนุมเรียกร้องจากประชาชนคนห่วงใยโลก ตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกเพื่อเรียกร้องให้ผู้ประชุมเจรจาเอาจริงเอาจังกับการกำหนดมาตรการ แก้ไขปัญหาโลกร้อน

กอร์มีทัศนะผ่านหนังสือเล่มใหม่ที่น่าสนใจ โดยหวังจะให้ประชาชนคนธรรมดาเป็นผู้กดดันให้เกิดการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีแต่นักการเมืองและผู้นำธุรกิจเท่านั้นแหละที่สามารถจะ แก้ปัญหานี้ได้จริงๆ ด้วยการออกกฎหมาย หรือมาตรการใหม่ๆ ที่ว่าเป็นสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว

ผลการเจรจาเพื่อให้ได้สนธิสัญญาแก้ปัญหาโลกร้อนฉบับใหม่ จากการประชุมที่โคเปนเฮเก้น ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

หรืออย่างกรณีการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดในเมืองไทย ผมก็เห็นว่ามีปัจจัยของนักการเมือง และผู้นำธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นตัวแสดงสำคัญที่จะทำให้เกิดผลในการแก้ปัญหา ปัจจุบัน หรือสะสมปัญหาในอนาคตหรือไม่

แม้ว่า กอร์ จะให้ความสำคัญกับเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างยิ่ง เช่น การอ้างรายงานของ แมคคินซี แอนด์ โค ที่สรุปว่า การเปลี่ยนมอเตอร์และอุปกรณ์ที่กินน้ำมันไปเป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการ ใช้พลังงานน้อย จะช่วยลดการใช้พลังงานทั่วสหรัฐฯลงได้ถึง 23% ภายในปี 2023

แล้วถ้าประหยัดทั้งพลังงานและเงินได้ขนาดนั้น ทำไมธุรกิจจะไม่สนใจ

กอร์ ตอบว่าเพราะกฎเกณฑ์เรื่องการใช้พลังงานในสหรัฐฯ ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงาน เพราะธุรกิจกลับทำกำไรได้มากกว่า ถ้ายังใช้เชื้อเพลิงและพลังงานอย่างสิ้นเปลือง

จึงมีผลสำรวจที่ กอร์ หงุดหงิดมาก ว่า 80% ของผู้บริหารสูงสุด (CEO) หรือผู้บริหารการเงิน (CFO)ในสหรัฐฯ บอกว่า พวกเขาจะไม่ยอมใช้เงินเพื่อปรับปรุงโรงงานให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดี ขึ้น แม้จะสามารถประหยัดเงินได้ในระยะยาว ถ้าหากว่านั่นจะกระทบต่อผลกำไรในไตรมาสหน้า

แสดงว่า นักบริหารพวกนั้นห่วงเรื่องตัวเลขเฉพาะหน้าที่จะมีผลต่อราคาหุ้นในตลาด แต่สำหรับนักบริหารที่คำนึงถึงความยั่งยืนทั้งของธุรกิจและสิ่งแวดล้อม เขาไม่น่าจะคิดแบบนั้น

นอกจากนี้ การมีรายงานผลการศึกษาของ 2 นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Goddard ของ NASA ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เล่มล่าสุดเกี่ยวกับตัวการที่เป็นก๊าซเรือนกระจกจากฝีมือมนุษย์ด้วยการปล่อย ก๊าซมีเทน ทำให้โลกร้อน 27% ก๊าซฮาโลคาร์บอน ทำให้โลกร้อน 8% แบล็กคาร์บอน ทำให้โลกร้อน 12% คาร์บอนมอนนอกไซด์และอินทรีย์สารในรูปก๊าซอื่นๆ ทำให้โลกร้อน 7% และคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้โลกร้อน 43%

ขณะเดียวผลสำรวจความเห็นของประชาชน 24,071 คนใน 23 ประเทศที่จัดทำโดยสถาบัน "โกลบสแกน" และสถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษซึ่งถูกเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าร้อยละ 64 ของผู้คนทั่วโลกคิดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นปัญหาร้ายแรงที่ต้องเร่งแก้ไข นับเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 1998 ซึ่งมีเพียงร้อยละ 44

ผลสำรวจยังพบว่า แม้เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่ร้อยละ 61 ของกลุ่มตัวอย่างกลับยืนยันว่าจะสนับสนุนให้รัฐบาลของตัวเองทุ่มงบประมาณ เพื่อจัดการกับปัญหาโลกร้อน แม้การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในเรื่องดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของ ประเทศก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้พบด้วยว่า ความวิตกกังวลต่อการที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับลดลงทั้งในสหรัฐฯ จีน และอินเดีย ซึ่งเป็น 3 ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในสหรัฐฯ ลดลงจากร้อยละ 50 ในปี 2007 มาอยู่ร้อยละ 45 ในปีนี้ ขณะที่ในจีนลดลงจากร้อยละ 59 มาอยู่ที่ร้อยละ 57 และในอินเดียก็ลดลงมาต่ำกว่าร้อยละ 45 ในขณะนี้

แม้จะเป็นสัดส่วนไม่มากในการลดความวิตกลง แต่ก็อาจตีความได้ว่า สังคมฝากความหวังไว้กับผู้นำรัฐบาลในการจัดการปัญหานี้ด้วย

แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ทุกคนทุกระดับล้วนต้องมีส่วนช่วยกันกู้ภัยของโลกใบนี้

http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154796

ศาลสั่งกรณีมาบตาพุด บทเรียนหลายมิติ CSR

Weekly - Manager Online
ศาลสั่งกรณีมาบตาพุด บทเรียนหลายมิติ CSR

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
11 ธันวาคม 2552 14:43 น.


คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ในการพิจารณาคำอุทธรณ์ จากกรณีก่อนหน้าที่ศาลปกครองชั้นต้นได้สั่งให้โครงการลงทุน 76 โครงการ ระงับการดำเนินการเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีเหตุให้ศาลมีคำสั่งเป็นอย่าง อื่น นับว่ามีผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคมและการลงทุนมากทีเดียว

เพราะคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นให้ระงับโครงการลงทุนในพื้นที่นิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จำนวน 65 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว และ 11 โครงการสามารถดำเนินการได้

แน่ นอนครับ สำหรับคนที่พิจารณาเฉพาะด้านผลทางเศรษฐกิจ หรือการลงทุน ย่อมเห็นว่าคำสั่งศาลดังกล่าว ทำให้กิจกรรมการลงทุนหยุดชะงัก และสร้างผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน

ถ้ามองเฉพาะตัวเลขมูลค่าของ 11 โครงการที่ศาลยอมให้เดินหน้าต่อไปได้นั้น มีมูลค่าประมาณ 60,529 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่อีก 65 โครงการที่ยังต้องพิสูจน์ว่าได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 เสียก่อนนั้น มีมูลค่าประมาณ 351,054 ล้านบาท

ขนาดเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ก็ยังมีทัศนะว่า การระงับ 65 โครงการทำให้เกิดความเสียหายราว 3 แสนล้านบาท และจะทำให้สถานการณ์การลงทุนของประเทศจากนี้ไปจะพบความยากลำบาก

ความ เห็นแบบนี้เป็นการมองเฉพาะตัวเลขทางเศรษฐกิจ จึงระบุว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับกรณีมาบตะพุดจะกลายเป็นความเสี่ยงของประเทศ เช่นเดียวกับนักธุรกิจนักลงทุนที่มุ่งผลประโยชน์จากเงินลงทุนด้านเดียว ก็จะมีความคิดทำนองนี้

ตลอดระยะเวลานับสิบปีที่มีข่าวสารความทุกข์ร้อนในการดำเนินชีวิตของ ผู้คนที่อดทนใช้ชีวิต และทำมาหากิจท่ามกลางภาวะมลพิษที่มีมากขึ้นตามการเพิ่มจำนวนและขยายโครงการ ลงทุนในย่านมาบตาพุด และบริเวณใกล้เคียง

ทั้งที่มีระบบการบริหารของการนิคมอุตสาหกรรมที่น่าจะจัดระเบียบและ สร้างระบบดูแลการดำเนินการของอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานดีเพื่อเป็นหลักยืนยัน ว่าอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพและคุณธรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ดังตัวอย่างในหลายประเทศที่เจริญแล้ว

การมีกฎระเบียบที่เข้มงวดดังเช่นประเทศที่พัฒนา ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของเขาจึงมิใช่สาเหตุของการ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการลงทุน

ขณะที่สังคมก็ไม่ควรเห็นแก่เงินลงทุนที่ย้ายฐานจากแหล่งที่กลไกของรัฐเขาห่วงใยสังคมและสิ่งแวดล้อม

ทั้ง ๆ ที่กระแสโลกและความตื่นตัวของผู้ประกอบการที่ต้องการประกาศจุดยืนให้สังคม รับรู้ว่า เป็นผู้บริหารกิจการที่มีคุณภาพและคุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรณีที่มาบตาพุด ด้านหนึ่งก็เป็นการได้พิสูจน์คุณค่าความดีของรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2550 ที่ให้ความคุ้มครอง 'สิทธิชุมชน' ซึ่งสมควรให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตพร้อมๆ กับความต้องการตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจ

ดังเช่นที่ คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ตั้งความหวังอยากพัฒนามาบตาพุดเป็นเขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์

หลักการนี้ย่อมต้องการจิตสำนึกของนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ประกอบการที่ต้องการกลยุทธ์เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายทาง เศรษฐกิจ ความยั่งยืนของระบบนิเวศน์วิทยา และความปลอดมลภาวะทางอากาศ น้ำ และขยะ

บรรทัดฐานที่ต้องมีก็คือ ทั้งผู้มีอำนาจอนุมัติการลงทุน และนักลงทุนเจ้าของโครงการต้องปฏิบัติตาม มาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไม่ใช่อ้างว่ายังไม่มีกฎหมายลูก หรือระเบียบข้อบังคับที่กำหนดวิธีปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 จึงขออนุโลม อนุญาตให้ลงทุน โดยใช้กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่แล้ว ไปพลางๆ ก่อน ทั้งๆ ที่มาตรา 67 วรรค 2 มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

ดังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ตอนหนึ่ง ระบุว่า 'สิทธิของบุคคลที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 บัญญัติรับรองไว้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง การที่ยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการใช้สิทธิดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เหตุที่องค์กรของรัฐจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธไม่ให้ความคุ้ม ครองสิทธิดังกล่าวได้ เพราะโดยหลักการใช้และตีความกฎหมาย เจตนารมณ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะมีผลตามที่บัญญัติโดยทันทีไม่ว่าจะมีบทบัญญัติ ให้ต้องมีการตรากฎหมายกำหนดรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวหรือไม่'

มาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดกติการการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ว่าต้องผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ 1)ต้องจัดทำรายงานประเมินผลต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) 2)ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ และ 3) ต้องให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นประกอบการพิจารณา ก่อนมีการดำเนินการ

ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ประกาศใช้มาแล้ว 2 ปี แต่ปรากฎว่า การปฏิบัติตาม มาตรา 67 วรรค 2 มีเพียง การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบังคับใช้อยู่แล้ว

ส่วนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ และการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่กำหนดทำหน้าที่ให้ความเห็นประกอบก่อนให้ดำเนินโครงการนั้น ยังไม่มีการจัดตั้งแต่อย่างใด

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดยังชี้ชัดๆ ว่า ใครกันแน่ที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้เคยมีการศึกษา ประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยได้กำหนดไว้ 19 ประเภทกิจการ ตามร่างประกาศโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่าง รุนแรง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 และผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 4 ภูมิภาคแล้ว แต่ไม่ได้นำออกประกาศใช้จนกระทั่งมีการฟ้องคดี รมว.อุตสาหกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จึงได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดประเภทโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2552 โดยกำหนดให้เหลือเพียง 8 ประเภทกิจการ

ส่วนกฏหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรอิสระทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เคยมีคำสั่งวันที่ 14 มี.ค.2551แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและยกร่างกฎหมายดังกล่าว และได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนทั้ง 4 ภูมิภาคเช่นกัน แต่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อนำออกใช้ จนกระทั่งมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้น และขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ

ส่วนการโทษว่า มาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของศาล เป็นอุปสรรคขัดขวางการบริหารงานของรัฐ หรือกระทบต่อการดำเนินโครงการของภาคเอกชน ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า ต้องโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเอง ไม่ใช่เนื่องมาจากคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของศาลโดยตรง

กรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างของความไม่ใส่ใจติดตามงานเพื่อให้เกิดกลไกที่ สามารถสร้างความราบรื่นให้การประกอบอุตสาหกรรมที่ดี เพื่อความสงบสุขของชุมชน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นี่คือ ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ของหน่วยงานราชการที่ชัดเจน

http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000151219

กก.การบินไทยฉาว อีกบทบาทของ CSR ชำรุด

Weekly - Manager Online
กก.การบินไทยฉาว อีกบทบาทของ CSR ชำรุด

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
24 ธันวาคม 2552 16:42 น.

กรณี "วัลลภ พุกกะณะสุต" ประธานกรรมการบริหารและกรรมการบริษัท ตกเป็นข่าวถูกเปิดโปง ว่าอาศัยตำแหน่งหน้าที่ขนกระเป๋า 30 ใบ จากสนามบินนาริตะ เข้าประเทศไทยอย่างผิดระเบียบและไม่ผ่านกระบวนการทางภาษีศุลกากร

นับเป็นตัวอย่างดีของความไม่ดี คือชัดเจนในความไม่ถูกต้อง

จนถูกพนักงานการบินไทยสวมชุดดำเกือบ 100 คน ประท้วงชูป้ายขับไล่ให้พ้นจากการเป็นกรรมการ

แม้ว่า อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการได้ซื้อเวลาด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 3 คน โดยให้เวลา 3 สัปดาห์

ทั้งๆ ที่ ประธานการบินไทย ยืนยันว่าได้รับข้อมูลจากทุกฝ่าย และจากข่าวรู้กันทั่วว่า มีการขนกระเป๋า 30 ใบ น้ำหนักกว่า 398 กิโลกรัม ทั้งๆ ที่โดยระเบียบมีสิทธิขนได้ไม่เกิน 170 กิโลกรัม แถมยังมีข้อมูลว่ามีการแก้ไขตัวเลขน้ำหนักให้ลดลง

กรณีนี้จึงเป็นกรณีที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "การกำกับดูแลกิจการที่ดี" หรือ Good Corporate Governanceซึ่งสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ICD) รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พยายามสนับสนุนให้เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น

กล่าวโดยสรุปก็คือ กิจการมีระบบที่กลไกของคณะกรรมการที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและควบคุมดูแลฝ่าย บริหาร หรือฝ่ายจัดการให้มีแผนและดำเนินกิจการด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และมีคุณธรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และสร้างคุณค่าแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว คือมีความยั่งยืน

การกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงเป็นการเรียกในความหมายเดียวกับคำว่า ธรรมาภิบาล หรือบรรษัทภิบาล และเป็นองค์ประกอบสำคัญของกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการ ประกอบกิจการ (CSR-in-Process)

ความรับผิดชอบต่อสังคม คือรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) คือ ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า สังคมและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการจึงเป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นกระบวนการของระบบบริหารจัดการที่ดี ดังกล่าว

องค์กรการบินไทย ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเป็นกิจการหนึ่งที่น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีของการมีความรับผิดชอบต่อผู้ เกี่ยวข้องรอบด้าน

โดยเฉพาะถึงขนาดมีการประกาศจุดยืนที่ดีด้วยหลักธรรมาภิบาลของการบินไทย ได้แก่

"การบินไทยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล หรือหลักการกำกับดูแลที่ดี อันประกอบด้วยการยึดมั่นในความถูกต้อง ความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ จริยธรรม ฯลฯ โดยมุ่งปลูกฝังหลักดังกล่าว ในสำนึกและพฤติกรรมของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน

การยึดมั่นในความถูกต้อง หมายความรวมถึงความซื่อสัตย์ของกรรมการผู้บริหารและพนักงานในการปฏิบัติ หน้าที่ และการไม่ยอมให้เกิดความไม่สุจริต หรือความไม่ถูกต้องชอบธรรมเกิดขึ้นในส่วนที่ตนรับผิดชอบ

ความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ หมายความรวมถึงคณะกรรมการบริษัทฯ ผู้บริหาร และพนักงาน ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ของตน และชี้แจงอธิบายการตัดสินใจ และการกระทำของตนต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้าและพนักงาน

จริยธรรม หมายความรวมถึงการมีจิตสำนึกและพฤติกรรมที่ดีตามกรอบจริยธรรมธุรกิจและ จรรยาบรรณที่ดีในการประกอบธุรกิจ โดยมีความซื่อสัตย์ต่อตำแหน่งหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหาร"

แต่ถ้าข้อความที่ดูดีนั้นเป็นเพียงตัวอักษรที่ตีพิมพ์ไว้ โดยที่กรรมการบางคนได้ละเลยหลักเกณฑ์ตามพันธะหน้าที่ต้องปฏิบัติก็น่า เสียดาย

ยิ่งไปกว่านั้นคนที่เป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มักจะผ่านการอบรมตามหลักสูตรกรรมการปรึกษาจาก IOD ที่สร้างความรู้และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และหลักจริยธรรม สำหรับคนเป็นกรรมการเพื่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและสมคุณค่า เช่น

1.หลักการบรรษัทภิบาลที่ดี
การเคารพสิทธิของผู้ถือหุ้นและปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน

ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบริษัท

การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม และมีจริยธรรม

2.หน้าที่ของกรรมการ

หน้าที่ตามกฎหมาย

หลักความระมัดระวัง (Duty of Care)

หลักความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of Loyalty) ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจโดยไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การไม่นำข้อมูลหรือโอกาสของบริษัทไปใช้ เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือบุคคลอื่น

นั่นเป็นตัวอย่างของหน้าที่กรรมการบริษัทที่พึงตระหนัก ขณะเดียวกันคนเป็นกรรมการย่อมต้อง "มีความรับผิดชอบ" ควบคู่กับ "หน้าที่" ซึ่งมีหลายลักษณะ เช่น ความรับผิดชอบทางธุรกิจ ถ้าทำหน้าที่ได้ดี ผู้ถือหุ้นก็อนุมัติค่าตอบแทนเป็นบำเหน็จ โบนัส หรือแต่งตั้งซ้ำเมื่อครบวาระ แต่ถ้าผู้ถือหุ้นไม่พอใจ ก็อาจถูกซักถามตัดรางวัล หรือถึงขึ้นปลดออกจากการเป็นกรรมการ

ขณะที่ความรับผิดทางแพ่งนั้น เป็นความรับผิดต่อบริษัท และความรับผิดต่อผู้ถือหุ้นส่วนกรณีการเอาเปรียบบริษัท ฉ้อโกง หาประโยชน์โดยไม่ชอบ หลอกลวง นั้นเป็นความผิดที่ชัดเจน ซึ่งกรรมการคนที่เข้าข่ายทำนองนี้ก็สมควรรับกรรมทางกฎหมาย

ประจวบเหมาะกับเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ชาญชัย จารุวัสตร์ กรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ได้แถลงผลการสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวม ถือว่าดีขึ้นทั้ง 5 หมวด แต่ 2 หมวดที่ได้คะแนนท้ายสุด ได้แก่ หมวดความรับผิดชอบของคณะกรรมการ (ได้ 68%) และการคำนึงบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ได้ 79%)

ผู้บริหาร IOD ยังบอกว่าการสำรวจบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นปีหน้าจะนำหลักความรับผิดชอบต่อ สังคม (CSR)มาพิจารณาด้วย ซึ่งผมคิดว่านี่คงหมายถึง บทบาทด้านการทำกิจกรรมช่วยสังคมและสิ่งแวดล้อม

แต่ผมขอฝากให้พิจารณาว่า แม้หลักเกณฑ์การสอบถามในปีนี้ที่เน้นเรื่องธรรมาภิบาลในการดำเนินกิจการ และบทบาทของกรรมการบริษัท นั่นก็มีผลต่อจุดยืนความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ Stakeholders แล้ว

ดังเช่นกรณีอื้อฉาวของกรรมการบริษัท การบินไทยที่ได้อภิสิทธิ์ด้านตั๋วฟรีในตำแหน่งแล้วยังไม่พอ ยังแอบขนของเลี่ยงระเบียบ เลี่ยงกระบวนการทางภาษีศุลกากรอีกนั้นก็ CSR

http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000157882