MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน" "อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน"

อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มาตรการแก้โลกร้อน กู้ภัยคนทั้งโลก

Weekly - Manager Online
มาตรการแก้โลกร้อน กู้ภัยคนทั้งโลก

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
18 ธันวาคม 2552 13:16 น.











พิธีเปิดการประชุมสุด ยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ ศูนย์ประชุมเบลลา เซ็นเตอร์ ในกรุงโคเปนเฮเกน โดยมีบรรดาผู้แทนจาก 192 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น




กระแสข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมระดับโลก ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ค ในช่วง 12 วัน ที่เพิ่งผ่านไปนี้ น่าจะมีส่วนกระตุ้นความตื่นตัวต่อปัญหา "ภาวะโลกร้อน" (Global Warning)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ก็เพื่อตกลงร่วมกับของตัวแทนระดับผู้บริหารของ 192 ประเทศ ตามชื่อเรียกที่เป็นทางการครั้งนี้ ว่าการประชุมภาคีสมาชิกกรอบอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ (Climate Change)ในนามของสหประชาชาติ หรือ UNFCCC

เพื่อเป็นมาตรการลดภาวะโลกร้อนฉบับใหม่แทนพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal)ที่จะหมดอายุลงในอีก 3 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2555)

ทั้งนี้ พิธีสารเกียวโตซึ่งเป็นผลตามมาหลังจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวด ล้อม (Earth Sumit)เมื่อปี พ.ศ. 2535 และถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจนให้ประเทศร่ำรวย ที่พัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ภายใน พ.ศ.2551-2555

แต่กฎกติกานั้นก็บังคับได้เฉพาะกับประเทศเล็กๆ เพราะยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี จอร์จ บุช ก็ยังไม่ยอมลงนามให้สัตยาบันเพื่อยอมรับกติกาโลกดังกล่าว

นั่นเป็นตัวอย่างของผู้นำรัฐบาลที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรม แม้มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมก็ตาม

แต่เพราะความจริงที่ประจักษ์ว่า อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้น แม้มีการเน้นที่ปัญหา "ภาวะโลกร้อน" ทั้งๆ ที่เป็นเพียงส่วนเดียวของปัญหาวิกฤตทางธรรมชาติของสภาพภูมิอากาศที่กำลัง เปลี่ยนแปลง ซึ่งยังมีภัยต่อมนุษยชาติอีกมากมาย เช่น กระแสลม กระแสคลื่นในมหาสมุทร การเกิดพายุ การกระจายของโลกระบาด การก่อตัวและการละลายของหิมะบนยอดเขาและขั้วโลก ไฟป่า น้ำท่วมและภัยแล้ง

ความวิปริตของธรรมชาติที่สร้างความเดือดร้อน และภัยภิบัติในยุคนี้ล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เรียกให้ชัดก็คือ วิกฤตจาก "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" จึงนำมาเป็นชื่อเรียกการประชุมสุดยอดครั้งนี้

สาเหตุสำคัญก็คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะไปเป็นบรรยากาศห่อหุ้มโลกให้เสมือนอยู่ในเรือนกระจกที่ความร้อนระเหย ไม่ออก แล้วเป็นเหตุให้เกิดความผันผวนของสภาพภูมิอากาศดังกล่าว

กระแสข่าวการประชุมระดับโลกเรื่องนี้เป็นจังหวะใกล้เคียงที่ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ออกหนังสือเล่มใหม่ ชื่อว่า Our Choice : A Plan to Solve the Climate Crisis

หนังสือเล่มนี้ กอร์ได้ระดมความรู้ความคิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จนได้ความรู้และความคิดเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน พลังงานลม เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานนิวเคลียร์ การใช้ป่าดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จนได้เป็นหนังสือที่อัดแน่นด้วยข้อมูลและเหตุผลที่น่าเชื่อถือ มีความเป็นวิชาการสูง

เรียกว่า อัล กอร์ เสนอทางเลือกเพื่อกู้ภัยพิบัติของโลกทีเดียวแหละ

เมื่อมาประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ประชุมสุดยอดเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ที่โคเปนเฮเกน ที่จบไปหมาดๆ จุดหมายสำคัญของการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั้น จะเห็นได้ว่ามีการชุมนุมเรียกร้องจากประชาชนคนห่วงใยโลก ตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกเพื่อเรียกร้องให้ผู้ประชุมเจรจาเอาจริงเอาจังกับการกำหนดมาตรการ แก้ไขปัญหาโลกร้อน

กอร์มีทัศนะผ่านหนังสือเล่มใหม่ที่น่าสนใจ โดยหวังจะให้ประชาชนคนธรรมดาเป็นผู้กดดันให้เกิดการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีแต่นักการเมืองและผู้นำธุรกิจเท่านั้นแหละที่สามารถจะ แก้ปัญหานี้ได้จริงๆ ด้วยการออกกฎหมาย หรือมาตรการใหม่ๆ ที่ว่าเป็นสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว

ผลการเจรจาเพื่อให้ได้สนธิสัญญาแก้ปัญหาโลกร้อนฉบับใหม่ จากการประชุมที่โคเปนเฮเก้น ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

หรืออย่างกรณีการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดในเมืองไทย ผมก็เห็นว่ามีปัจจัยของนักการเมือง และผู้นำธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นตัวแสดงสำคัญที่จะทำให้เกิดผลในการแก้ปัญหา ปัจจุบัน หรือสะสมปัญหาในอนาคตหรือไม่

แม้ว่า กอร์ จะให้ความสำคัญกับเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างยิ่ง เช่น การอ้างรายงานของ แมคคินซี แอนด์ โค ที่สรุปว่า การเปลี่ยนมอเตอร์และอุปกรณ์ที่กินน้ำมันไปเป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการ ใช้พลังงานน้อย จะช่วยลดการใช้พลังงานทั่วสหรัฐฯลงได้ถึง 23% ภายในปี 2023

แล้วถ้าประหยัดทั้งพลังงานและเงินได้ขนาดนั้น ทำไมธุรกิจจะไม่สนใจ

กอร์ ตอบว่าเพราะกฎเกณฑ์เรื่องการใช้พลังงานในสหรัฐฯ ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงาน เพราะธุรกิจกลับทำกำไรได้มากกว่า ถ้ายังใช้เชื้อเพลิงและพลังงานอย่างสิ้นเปลือง

จึงมีผลสำรวจที่ กอร์ หงุดหงิดมาก ว่า 80% ของผู้บริหารสูงสุด (CEO) หรือผู้บริหารการเงิน (CFO)ในสหรัฐฯ บอกว่า พวกเขาจะไม่ยอมใช้เงินเพื่อปรับปรุงโรงงานให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดี ขึ้น แม้จะสามารถประหยัดเงินได้ในระยะยาว ถ้าหากว่านั่นจะกระทบต่อผลกำไรในไตรมาสหน้า

แสดงว่า นักบริหารพวกนั้นห่วงเรื่องตัวเลขเฉพาะหน้าที่จะมีผลต่อราคาหุ้นในตลาด แต่สำหรับนักบริหารที่คำนึงถึงความยั่งยืนทั้งของธุรกิจและสิ่งแวดล้อม เขาไม่น่าจะคิดแบบนั้น

นอกจากนี้ การมีรายงานผลการศึกษาของ 2 นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Goddard ของ NASA ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เล่มล่าสุดเกี่ยวกับตัวการที่เป็นก๊าซเรือนกระจกจากฝีมือมนุษย์ด้วยการปล่อย ก๊าซมีเทน ทำให้โลกร้อน 27% ก๊าซฮาโลคาร์บอน ทำให้โลกร้อน 8% แบล็กคาร์บอน ทำให้โลกร้อน 12% คาร์บอนมอนนอกไซด์และอินทรีย์สารในรูปก๊าซอื่นๆ ทำให้โลกร้อน 7% และคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้โลกร้อน 43%

ขณะเดียวผลสำรวจความเห็นของประชาชน 24,071 คนใน 23 ประเทศที่จัดทำโดยสถาบัน "โกลบสแกน" และสถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษซึ่งถูกเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าร้อยละ 64 ของผู้คนทั่วโลกคิดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นปัญหาร้ายแรงที่ต้องเร่งแก้ไข นับเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 1998 ซึ่งมีเพียงร้อยละ 44

ผลสำรวจยังพบว่า แม้เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่ร้อยละ 61 ของกลุ่มตัวอย่างกลับยืนยันว่าจะสนับสนุนให้รัฐบาลของตัวเองทุ่มงบประมาณ เพื่อจัดการกับปัญหาโลกร้อน แม้การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในเรื่องดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของ ประเทศก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้พบด้วยว่า ความวิตกกังวลต่อการที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับลดลงทั้งในสหรัฐฯ จีน และอินเดีย ซึ่งเป็น 3 ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในสหรัฐฯ ลดลงจากร้อยละ 50 ในปี 2007 มาอยู่ร้อยละ 45 ในปีนี้ ขณะที่ในจีนลดลงจากร้อยละ 59 มาอยู่ที่ร้อยละ 57 และในอินเดียก็ลดลงมาต่ำกว่าร้อยละ 45 ในขณะนี้

แม้จะเป็นสัดส่วนไม่มากในการลดความวิตกลง แต่ก็อาจตีความได้ว่า สังคมฝากความหวังไว้กับผู้นำรัฐบาลในการจัดการปัญหานี้ด้วย

แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ทุกคนทุกระดับล้วนต้องมีส่วนช่วยกันกู้ภัยของโลกใบนี้

http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154796

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น