MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน" "อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน"

อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศาลสั่งกรณีมาบตาพุด บทเรียนหลายมิติ CSR

Weekly - Manager Online
ศาลสั่งกรณีมาบตาพุด บทเรียนหลายมิติ CSR

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
11 ธันวาคม 2552 14:43 น.


คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ในการพิจารณาคำอุทธรณ์ จากกรณีก่อนหน้าที่ศาลปกครองชั้นต้นได้สั่งให้โครงการลงทุน 76 โครงการ ระงับการดำเนินการเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีเหตุให้ศาลมีคำสั่งเป็นอย่าง อื่น นับว่ามีผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคมและการลงทุนมากทีเดียว

เพราะคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นให้ระงับโครงการลงทุนในพื้นที่นิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จำนวน 65 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว และ 11 โครงการสามารถดำเนินการได้

แน่ นอนครับ สำหรับคนที่พิจารณาเฉพาะด้านผลทางเศรษฐกิจ หรือการลงทุน ย่อมเห็นว่าคำสั่งศาลดังกล่าว ทำให้กิจกรรมการลงทุนหยุดชะงัก และสร้างผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน

ถ้ามองเฉพาะตัวเลขมูลค่าของ 11 โครงการที่ศาลยอมให้เดินหน้าต่อไปได้นั้น มีมูลค่าประมาณ 60,529 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่อีก 65 โครงการที่ยังต้องพิสูจน์ว่าได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 เสียก่อนนั้น มีมูลค่าประมาณ 351,054 ล้านบาท

ขนาดเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ก็ยังมีทัศนะว่า การระงับ 65 โครงการทำให้เกิดความเสียหายราว 3 แสนล้านบาท และจะทำให้สถานการณ์การลงทุนของประเทศจากนี้ไปจะพบความยากลำบาก

ความ เห็นแบบนี้เป็นการมองเฉพาะตัวเลขทางเศรษฐกิจ จึงระบุว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับกรณีมาบตะพุดจะกลายเป็นความเสี่ยงของประเทศ เช่นเดียวกับนักธุรกิจนักลงทุนที่มุ่งผลประโยชน์จากเงินลงทุนด้านเดียว ก็จะมีความคิดทำนองนี้

ตลอดระยะเวลานับสิบปีที่มีข่าวสารความทุกข์ร้อนในการดำเนินชีวิตของ ผู้คนที่อดทนใช้ชีวิต และทำมาหากิจท่ามกลางภาวะมลพิษที่มีมากขึ้นตามการเพิ่มจำนวนและขยายโครงการ ลงทุนในย่านมาบตาพุด และบริเวณใกล้เคียง

ทั้งที่มีระบบการบริหารของการนิคมอุตสาหกรรมที่น่าจะจัดระเบียบและ สร้างระบบดูแลการดำเนินการของอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานดีเพื่อเป็นหลักยืนยัน ว่าอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพและคุณธรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ดังตัวอย่างในหลายประเทศที่เจริญแล้ว

การมีกฎระเบียบที่เข้มงวดดังเช่นประเทศที่พัฒนา ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของเขาจึงมิใช่สาเหตุของการ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการลงทุน

ขณะที่สังคมก็ไม่ควรเห็นแก่เงินลงทุนที่ย้ายฐานจากแหล่งที่กลไกของรัฐเขาห่วงใยสังคมและสิ่งแวดล้อม

ทั้ง ๆ ที่กระแสโลกและความตื่นตัวของผู้ประกอบการที่ต้องการประกาศจุดยืนให้สังคม รับรู้ว่า เป็นผู้บริหารกิจการที่มีคุณภาพและคุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรณีที่มาบตาพุด ด้านหนึ่งก็เป็นการได้พิสูจน์คุณค่าความดีของรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2550 ที่ให้ความคุ้มครอง 'สิทธิชุมชน' ซึ่งสมควรให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตพร้อมๆ กับความต้องการตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจ

ดังเช่นที่ คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ตั้งความหวังอยากพัฒนามาบตาพุดเป็นเขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์

หลักการนี้ย่อมต้องการจิตสำนึกของนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ประกอบการที่ต้องการกลยุทธ์เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายทาง เศรษฐกิจ ความยั่งยืนของระบบนิเวศน์วิทยา และความปลอดมลภาวะทางอากาศ น้ำ และขยะ

บรรทัดฐานที่ต้องมีก็คือ ทั้งผู้มีอำนาจอนุมัติการลงทุน และนักลงทุนเจ้าของโครงการต้องปฏิบัติตาม มาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไม่ใช่อ้างว่ายังไม่มีกฎหมายลูก หรือระเบียบข้อบังคับที่กำหนดวิธีปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 จึงขออนุโลม อนุญาตให้ลงทุน โดยใช้กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่แล้ว ไปพลางๆ ก่อน ทั้งๆ ที่มาตรา 67 วรรค 2 มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

ดังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ตอนหนึ่ง ระบุว่า 'สิทธิของบุคคลที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 บัญญัติรับรองไว้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง การที่ยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการใช้สิทธิดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เหตุที่องค์กรของรัฐจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธไม่ให้ความคุ้ม ครองสิทธิดังกล่าวได้ เพราะโดยหลักการใช้และตีความกฎหมาย เจตนารมณ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะมีผลตามที่บัญญัติโดยทันทีไม่ว่าจะมีบทบัญญัติ ให้ต้องมีการตรากฎหมายกำหนดรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวหรือไม่'

มาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดกติการการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ว่าต้องผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ 1)ต้องจัดทำรายงานประเมินผลต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) 2)ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ และ 3) ต้องให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นประกอบการพิจารณา ก่อนมีการดำเนินการ

ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ประกาศใช้มาแล้ว 2 ปี แต่ปรากฎว่า การปฏิบัติตาม มาตรา 67 วรรค 2 มีเพียง การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบังคับใช้อยู่แล้ว

ส่วนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ และการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่กำหนดทำหน้าที่ให้ความเห็นประกอบก่อนให้ดำเนินโครงการนั้น ยังไม่มีการจัดตั้งแต่อย่างใด

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดยังชี้ชัดๆ ว่า ใครกันแน่ที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้เคยมีการศึกษา ประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยได้กำหนดไว้ 19 ประเภทกิจการ ตามร่างประกาศโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่าง รุนแรง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 และผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 4 ภูมิภาคแล้ว แต่ไม่ได้นำออกประกาศใช้จนกระทั่งมีการฟ้องคดี รมว.อุตสาหกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จึงได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดประเภทโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2552 โดยกำหนดให้เหลือเพียง 8 ประเภทกิจการ

ส่วนกฏหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรอิสระทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เคยมีคำสั่งวันที่ 14 มี.ค.2551แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและยกร่างกฎหมายดังกล่าว และได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนทั้ง 4 ภูมิภาคเช่นกัน แต่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อนำออกใช้ จนกระทั่งมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้น และขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ

ส่วนการโทษว่า มาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของศาล เป็นอุปสรรคขัดขวางการบริหารงานของรัฐ หรือกระทบต่อการดำเนินโครงการของภาคเอกชน ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า ต้องโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเอง ไม่ใช่เนื่องมาจากคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของศาลโดยตรง

กรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างของความไม่ใส่ใจติดตามงานเพื่อให้เกิดกลไกที่ สามารถสร้างความราบรื่นให้การประกอบอุตสาหกรรมที่ดี เพื่อความสงบสุขของชุมชน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นี่คือ ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ของหน่วยงานราชการที่ชัดเจน

http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000151219

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น